Terrible Two!

posted on 06 May 2012 01:27 by mother2son

ขอแทรกเรื่องนมแม่ด้วยเรื่องการดูแลลูกช่างเอาแต่ใจก่อนนะคะ  พอดีมีเพื่อนๆ ขอมา ^^

 

หลายคนคงเคยได้ยินคำ ว่า "Terrible Two" กันมาบ้างนะคะ (คนที่ไม่เคยได้ยินก็ไม่ต้องตกใจไปค่ะ terrible two ไม่ใช่บอยแบนด์เกาหลี  ไม่รู้จักก็ไม่ได้ถือว่าตกเทร็นด์แต่อย่างใดนะคะ)

"Terrible Two" แม่แอนขอแปลเป็นไทยว่า "วัยสองขวบมหาประลัย" คือช่วงอายุประมาณสองขวบเป็นต้นไปที่เด็กเริ่มเข้าสู่วัยอยากเป็นตัวของตัวเอง อยากทำโน่น อยากทำนี่ด้วยตัวเอง เริ่มเถียง เริ่มปฏิเสธ แต่ยังไม่มีเหตุผลและยังขาดการควบคุมตัวเองอยู่มาก เลยเป็นที่มาของความ terrible นี่ล่ะค่ะ  ช่วงนี้เด็กจะแสดงอภินิหารให้พ่อแม่และสาธารณชนได้เห็นบ่อยๆค่ะ  หลาย ๆ คนคงเคยเห็นภาพเด็กวัยนี้ล้มลงไปนอนกรี๊ดๆ ดิ้นพราดๆ บนพื้นเวลาที่ถูกขัดใจใช่ไหมค่ะ  นี่ล่ะค่ะเป็นอาการแสดงหนึ่งของวัยสองขวบที่ว่านี้ ทำเอาพ่อแม่หลายคนกุมขมับปวดหัวเหมือนกันค่ะ บางคนแทบจะไม่อยากพาลูกวัยนี้ออกนอกบ้านเลยเพราะมัน "ยุ่ง" อย่างพาไปเดินห้างก็อยากจะวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนเอง ขึ้นถูกด้านจะไม่ว่าเลยนี่บางทีดันอยากจะขึ้นทางที่เขาให้ลง เวลาไปกินข้าวที่ร้านอาหารอย่างเบาะๆ ก็จะเล่นเครื่องปรุง พริกป่น น้ำปลา ที่เขาวางไว้บนโต๊ะ บางทีก็จะกินน้ำเองและจบลงด้วยการเทน้ำราดตัวเองหรือโยนแก้วลงพื้นเสียดื้อๆ หรือไม่ก็วิ่งพล่านไปทั่วร้าน  บอกไม่ฟัง ขัดใจเป็นกรี๊ด  หรือไปซุปเปอร์มาเก็ตแม่ซื้อของยังไม่เสร็จก็ร้องกระจองอแงอยากกลับบ้าน ซื้อขนมให้กินกะว่าจะช่วยให้เงียบลงได้ แต่ก็ดันรีบกินเสียจนอ้วกออกมาเลอะเทอะร้านเขาหมด เหล่านี้ล่ะค่ะ "สองขวบมหาประลัย" ทั้งนั้น  พ่อแม่บางคนถึงกับนึกตำหนิตัวเองไปว่าเราเลี้ยงลูกไม่ดีหรือเปล่า ทำไมลูกเราเอาแต่ใจไม่มีเหตุผลพูดไม่ฟังแบบนี้

ก่อนที่เราจะคุยกันไปมากกว่านี้  แม่แอนขอทำความเข้าใจกับคุณพ่อคุณแม่ก่อนนะคะว่าจริง ๆ แล้วพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งปกติธรรมดาตามพัฒนาการสำหรับเด็กวัยนี้ค่ะ ไม่ใช่ความผิดปกติ  ไม่ใช่ปัญหาที่เราต้องกังวลใจ  หากแต่สิ่งที่เราควรใส่ใจคือ  ทำอย่างไรเราจึงจะเข้าใจและเข้าหาลูกวัยนี้ได้อย่างเหมาะสมค่ะ   

อย่างสมัยพี่วินอยู่ในวัยนี้ก็มีบ้างเหมือนกัน ถึงจะไม่บ่อย แต่ก็พอให้พ่อกับแม่ได้มีโอกาสฝึกปรือฝีมือการกำราบลูกอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ 

วิธีจัดการเวลาลูกวัยนี้เอาแต่ใจลงไปนอนร้องไห้กรี้ด ๆ ที่ครอบครัวเราใช้แล้วได้ผลทุกครั้ง คือ การเบี่ยงเบนความสนใจ (distraction) และการสร้างวินัยเชิงบวก (creative/positive discipline) ค่ะ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจ ก่อนว่าลูกทำพฤติกรรมแบบนั้นทำไม  เด็กวัยนี้เป็นวัยที่กำลังค้นหาขอบเขตของตัวเองค่ะ  แน่นอนล่ะว่าเขาอยากเป็นตัวของตัวเอง อยากทำอะไรเอง เพราะเขาเพิ่งค้นพบว่าจริง ๆ แล้วฉันก็เป็นคนคนหนึ่งนะ ไม่ใช่ส่วนผูกติดของพ่อแม่ (เด็กทารกเล็กๆ จะรู้สึกผูกพันกับพ่อแม่จนนึกว่าตัวเองกับพ่อแม่ผูกพันติดกันค่ะ แต่เด็กวัยนี้เริ่มรู้จักตัวเองมาขึ้นแล้วค่ะ)  เขาเริ่มอยากรู้ว่าในการเป็นคนคนหนึ่งนี่เขาจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ดังนั้นเวลาเขาอยากได้อะไรเขาก็จะลองทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา ทั้งขอ ทั้งอ้อนวอน ทั้งแย่ง ไปจนถึงล้มลงนอนดิ้นพราด ๆ อย่างที่เราเห็นนั่นล่ะค่ะ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่แสดงว่าเด็กคนนี้เอาแต่ใจหรือผิดปกติ แต่มันแสดงว่าลูกเรากำลังทำการทดลองบทบาทและความสามารถทางสังคมของเขาอยู่ ค่ะ  เป็นหน้าที่ของเราที่เป็นพ่อแม่ที่จะต้องช่วยเขาสร้างกรอบขึ้นมาว่า ทำแบบนี้ได้ ทำแบบนี้ไม่ได้ คำว่าเด็กเอาแต่ใจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ล่ะค่ะ หากว่าเราไม่ช่วยสร้างกรอบให้ลูก  ปล่อยให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการทุกครั้ง  พ่อแม่บางคนไม่ได้ตั้งใจจะตามใจลูกแต่ก็ยอมอย่างเสียมิได้ อาจเพราะสงสารที่ลูกร้องไห้จนเสียงแหบ หรืออาจเพราะรำคาญ (ยอมๆไปเหอะ เสียเวลา) หรืออาจเพราะอาย (เวลาลูกนอนกรี้ด ๆ ร้องจะเอานู่นจะเอานี่ ในที่สาธารณะ) 

อันนี้แม่แอนเข้าใจค่ะ แม่แอนเคยพาพี่วิน (ตอนสองขวบ)ไปเดินห้างแล้วลูกลงไปนอนกลิ้งร้องไห้บนพื้นเพราะอยากได้ของเล่น (และเป็นของเล่นจำพวกที่เราไม่อนุญาต เช่น ปืน  ดาบเลเซอร์ ฯลฯ)  ก็ต้องเบนความสนใจเขาไปหาสิ่งอื่นค่ะ เช่น  พาไปขึ้นลิฟต์ ไปดูบันไดเลื่อนอะไรก็ว่าไปให้เขาลืมไปก่อน  หรือถ้าไม่ลืมก็ให้ใจเย็นลงก่อน ให้เขารู้ว่าโวยวายก็ไม่ได้อะไร  แม่ไม่ดุหรอกแต่แม่ไม่ให้! 

บางบ้านอาจจะไม่ได้ใช้วิธีนี้  เคยเห็นบางครอบครัวปล่อยให้ลูกร้องไห้  ใช้ความใจแข็งเข้าว่า  ร้องได้ร้องไป พ่อแม่ไม่ยอมเสียอย่าง  วิธีนี้ก็ใช้ฝึกวินัยได้ค่ะ  แต่แม่แอนไม่เห็นดีด้วยเพราะเด็กวัยนี้ยังเล็กนักจึงยังขาดการควบคุมตัวเองทั้งทางร่างกายและทางอารมณ์อยู่มาก  การปล่อยให้เด็กร้องไห้จนกว่าเด็กจะยอมทำตาม (ซึ่งก็ไม่รู้ว่ายอมทำตามเพราะเข้าใจหรือเพราะร้องจนหมดแรงกันแน่)  จึงถือเป็นการปล่อยให้เด็กซึ่งยังไม่มีวุฒิภาวะใด ๆ จัดการกับอารมณ์ของตัวเองให้ได้เพียงลำพัง  ซึ่งถือว่าเป็นงานที่หนักหนาเหลือเกินสำหรับเด็กที่เพิ่งเกิดมาได้แค่สองปี  (ขนาดผู้ใหญ่เราโตจนตีนกาขึ้นแล้วเวลาโกรธเวลาถูกขัดใจยังวีนแตกกันเสียยกใหญ่ ไม่เห็นว่าจะจัดการอารมณ์ตัวเองได้ดีสักแค่ไหนเลย) 


บางบ้านอาจจะใช้วิธีอธิบายเหตุผล ชักแม่น้ำทั้งห้า  ร่ายยาวกันมากเลย  อันนี้ดีตรงที่ไม่ทำร้ายจิตใจลูกเหมือนวิธีปล่อยให้ร้องไห้  แต่แม่แอนก็ขอแสดงความเสียใจที่จะแจ้งให้ท่านทราบว่าวิธีนี้จะไม่ได้ผลหรอกค่ะ  เพราะเด็กวัย 2-3 ขวบ สมองส่วนที่ทำงานด้านตรรกะจะยังไม่พัฒนา  นั่นก็แปลว่าลูกยังไม่สามารถเข้าใจเหตุผลร้อยแปดประการที่เรายกมาให้ฟัง  หากคุณพ่อคุณแม่จะต้องอธิบายเหตุผลให้เด็กเล็กฟัง  ควรอธิบายให้สั้น กระชับและตรงประเด็นที่สุดค่ะ (กระนั้นก็ยังไม่รู้ว่าเด็กจะเข้าใจหรือเปล่า)  ตัวอย่างนะคะ “ลูกจ๋า  ไม่เอาไม่ปีนเก้าอี้นะคะ  นั่งลงค่ะ  แม่บอกไม่ให้ปีนไงคะเดี๋ยวตกลงมาขาหักนะคะ  เดี๋ยวหนูจะเจ็บนะคะ  โอ้ย อย่าปีนค่ะ  เดี๋ยวเท้าโดนคุณป้าโต๊ะข้าง ๆ นะคะ มันไม่สุภาพ  ทำไมซนแบบนี้คะ  เห็นไหมน้องโต๊ะนู้นไม่เห็นซนเหมือนหนูเลย  นั่งลงค่ะ ไม่ดีนะคะ...”  บ่นไปเถอะค่ะลูกเลิกฟังไปตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว  (ลูกจับจากน้ำเสียงได้ด้วยนะคะว่าเราไม่จริงจัง)  สั้น ๆ นะคะ “ปีนเก้าอี้ไม่ได้ค่ะ  แม่ไม่ให้ปีนนะคะ” แล้วก็มองลูกด้วยสีหน้าที่จริงจังให้เขารู้ว่าเราเอาจริง พร้อมทั้งอุ้มลงมานั่งดี ๆ   ถ้าลูกจะปีนอีกก็บอกแบบเดิมและอุ้มลงมาค่ะ  ถ้ายังไม่เวิ้คก็คงต้องเบี่ยงเบนความสนใจไปยังสิ่งอื่นค่ะ  แล้วจะเบนไปไหน  คำตอบคือ  อะไรก็ได้ที่สนุกและน่าสนใจค่ะ  เด็ก ๆ วัยนี้ชอบอยู่สองอย่างคือ ได้เล่นสนุกและได้กินขนมอร่อย  กินขนมนี่ก็ไม่ดีเท่าไหร่ ดังนั้นเราก็ต้องหาอะไรที่มันสนุกมาเบนความสนใจเขาค่ะ  คิดว่าคงไม่ยากเกินความสามารถคุณพ่อคุณแม่หรอกนะคะ

อีกอย่างที่พี่วินชอบทำสมัยเด็กคือ กรี๊ดค่ะ  เวลาไม่ได้ดั่งใจจะกรี๊ด  โวยวาย  ต้องขอบอกว่าการดุหรือตะโกนตอบลูกในเวลาที่ลูกโวยวายไม่ช่วยอะไรเลยค่ะ  มีแต่จะช่วยเติมเชื้อไฟให้ลูกโมโหมากขึ้น  และหากเราโวยวายตอบ ลูกก็จะเรียนรู้จากการกระทำของเราว่า การโวยวายเป็นสิ่งที่ทำได้และควรทำเมื่อเราไม่พอใจ (ก็ขนาดแม่ก็ยังทำเลยนี่นา)  ดังนั้น เราอยากให้ลูกจัดการกับปัญหาที่เขาเผชิญอย่างไร  เราก็ต้องทำให้เขาดูเป็นตัวอย่างค่ะ  เวลาที่ลูกโวยวาย วิธีที่ช่วยได้มาก (วิธีนี้คุณครูของลูกแนะนำมา)  คือ การพูดกับเขาให้เบาลงและสงบค่ะ  เวลาลูกกรี๊ด ไม่พอใจ  เราอาจจะเดินไปใกล้ ๆ เขาแล้วกระซิบที่ข้างหูเขาก็ได้ค่ะว่าให้พูดเบา ๆ และกอดเขาไว้ (ถ้าเขายอมให้กอด) จะช่วยให้เขาเย็นลงได้นะคะ  และลูกก็จะได้เรียนรู้จากเราว่าเวลาไม่พอใจไม่จำเป็นต้องตะโกนโวยวายก็ได้

 หากคุณพ่อคุณแม่ทำตามนี้ไปสักพัก  ไม่นานลูกก็จะเรียนรู้ ค่ะว่าถ้าพ่อแม่บอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ การร้องไห้ตีโพยตีพายก็จะไม่ช่วยให้เขาได้ในสิ่งที่เขาต้องการอยู่ดี  เด็กเล็ก ๆ เรียนรู้เร็วกว่าที่เราคิดนะคะ พอเขารู้ว่าวิธีไหนใช้ไม่ได้ผลเขาก็เลิกใช้ค่ะ แต่เขาอาจจะคิดพลิกแพลงหาวิธีใหม่ ๆ มาทดสอบเราอีกอยู่เรื่อย ๆ ค่ะ อย่างพี่วินนี่พอรู้ว่าการลงไปนอนร้องไห้เรียกความสนใจจากแม่ไม่ได้แล้ว  คราวนี้มามุกใหม่ เวลาแม่เอาจริงก็จะร้องไห้แล้วบอกว่า "ปวดฉี่ ๆๆ" หรือ "ปวดอึ ๆๆ" เพราะเขารู้ไงคะว่าถึงแม่จะเมินเฉยแค่ไหนเวลาเขาอยากเข้าห้องน้ำเราก็ต้องมา สนใจช่วยเขาอยู่ดี (เป็นไงล่ะ ภูมิปัญญาเด็กสองขวบ) ตอนแรกแม่แอนก็ตกหลุมพรางค่ะ รีบโผเข้ามาช่วยพาไปเข้าห้องน้ำ พอเขาเห็นว่าได้ผล แม่ให้ความสนใจแฮะ ทีนี้ล่ะใช้บ่อยเลย เราเลยชักเอะใจ หลัง ๆ เลยไม่ สนแล้วค่ะ บอกเขาว่าหนูถอดกางเกงเองได้แล้วก็ไปเข้าห้องน้ำเองสิครับ ตอนนี้เขาเลิกใช้มุกนี้ไปแล้วค่ะ  แต่แป๊บ ๆ ก็มีไม้เด็ดไม้ใหม่มาทดสอบพ่อกับแม่อีกเรื่อย ๆ

อย่างที่บอกล่ะค่ะว่า เขากำลังทดลองเพื่อหาขอบเขตในความเป็นตัวของตัวเอง  หน้าที่ของเราคือต้องคอยช่วยให้เขาค้นพบตัวเองในขอบเขตที่เหมาะสมค่ะ

 


 

Comment

Comment:

Tweet

#1 By (171.100.15.208|171.100.15.208) on 2014-08-17 23:13