[คัดมาจาก บางตอนของบทนำ จากหนังสือเรื่อง 43 ไม้ตายลบลายเจ้าตัวยุ่ง  โดย นพ. ประเสิรฐ ผลิตผลการพิมพ์]
 
 
เด็กทุกคนมีภารกิจต้องทำ  เหมือนนักเรียนที่ต้องเรียนและสอบให้ผ่าน  เหมือนผู้ใหญ่วัยทำงานต้องทำงานให้บรรลุผล
 
เด็กทารกขวบปีแรกมีภารกิจที่สำคัญที่สุดคือ เรียนรู้ที่จะไว้ใจสิ่งแวดล้อม  เรียกว่ามี Trust แปลว่า ไว้วางใจ
 
วิธีเลี้ยงลูกให้มีสิ่งที่เรียกว่า trust ทำได้โดยการเลี้ยงลูกวัยทารกอย่างดีที่สุด  นั่นคือ อุ้มให้นม  อุ้มกอด  เล่นด้วย  คอยดูแลเวลาเขาหนาวหรือร้อน  คอยดูแลเวลาเขาถูกมดกัดแมลงไต่  คอยร้องเพลงให้ฟัง  อ่านหนังสือให้ฟัง ฯลฯ  การเลี้ยงดูที่สม่ำเสมอเหล่านี้จะช่วยให้เด็กไว้วางใจในสิ่งแวดล้อม
 
เด็กที่วางใจสิ่งแวดล้อมจึงจะพัฒนาต่อไปได้  เด็กที่ไม่ไว้ใจสิ่งแวดล้อมก็จะพัฒนาช้าลง  เรื่องนี้เข้าใจได้ง่าย  ถ้าเขาไม่ได้รับการเอาใจใส่หรือความอบอุ่นที่พอเพียง  เขาก็จะไม่ไว้ใจและไม่ไปต่อ  คว่ำช้า  คลานช้า  นั่งช้า  หรือตั้งไข่ช้า  เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า  เขาต้องมั่นใจว่าหากเขายืนขึ้นในปลายขวบปีแรกแล้วล้มลง  เขาจะมีคุณแม่มาอุ้มเขาแน่ ๆ เขาจึงจะยอมลุกขึ้น  แต่ถ้าเขาไม่ไว้ใจว่าจะมีคนมาอุ้มหรือเปล่า  เขาไม่ยืนดีกว่า
 
เด็กยืนได้ก็จะเริ่มเตาะแตะ  วันเตาะแตะหรือขวบปีที่สองและสามยิ่งมีความสำคัญ
 
ตอนที่เด็กเกิดใหม่  เขายังไม่รู้ว่าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าคุณแม่  เขาต้องค่อย ๆ เรียนรู้เอา  คุณแม่ที่อุ้มลูกสม่ำเสมอ  อุ้มป้อนนมทุกวัน  ดูแลใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง (continuous) คงเส้นคงวา (consistency) เหล่านี้ทำให้เด็กค่อย ๆ รู้
 
เด็กจะค่อย ๆ รู้จักหัวนม  เต้านม  ทรวงอก  เสียงหัวใจของแม่  อ้อมแขน  เสียงฮัมเพลง ฯลฯ  เด็ก ๆ ค่อย ๆ รู้มากขึ้นเรื่อย ๆ รู้ว่าคนนี้แหละคุณแม่  ถึงตอนนี้คุณแม่มีจริงแล้ว
 
เด็กที่รู้ว่าแม่มีจริง ๆ จะทำให้เขามั่นใจ  ไว้ใจ  และพัฒนาต่อไป  แม้ว่าคุณแม่จะหายลับจากสายตาไปบ้าง  เช่น เข้าห้องน้ำ  ไปตลาด  เขาก็มั่นใจว่าเดี๋ยวก็กลับมา  เพราะคุณแม่มีจริง  แต่เด็กที่ไม่รู้ว่าโลกนี้มีคุณแม่จริง ๆ ไม่มั่นใจ  ไม่ไว้ใจ  เขาจะกลัวมากเมื่อคุณแม่ลับไปจากสายตา  เมื่อเป็นเด็กเล็กอาจจะไม่ยอมให้แม่เข้าห้องน้ำ  เมื่อเป็นเด็กโตอาจจะไม่ยอมไปโรงเรียน
 
โดยทั่วไปคุณแม่จะเริ่มมีจริงเมื่อเด็กอายุประมาณหกเดือน  ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งชัดแจ๋วเมื่อเด็กอายุประมาณสามขวบ
 
เมื่อคุณแม่เริ่มมีจริงแล้ว  เด็กจึงจะเกิดความผูกพันหรือสายสัมพันธ์ที่เรียกว่า attachment
 
สายสัมพันธ์นี้จะค่อย ๆ ยืดยาวออกไปตามระยะทางเมื่อเวลาผ่านไป  หลังจากตั้งไข่ได้  ลุกยืนสำเร็จ  เด็กจะเริ่มเตาะแตะ  วันที่เด็กเดินห่างจากแม่ไปสองสามก้าว  เด็กจะหยุดแล้วหันกลับมามองคุณแม่  พวกเรากองเชียร์จะตบมือดีใจส่งเสียงเชียร์กันเอะอะ  เด็กเห็นก็เป็นปลื้ม  ยิ่งเชื่อมั่น  ยิ่งไว้ใจสิ่งแวดล้อม  แล้วเตาะแตะต่อไปอีกสี่ห้าก้าว  แล้วหยุด  แล้วหันกลับมาดูอีก
 
จะเห็นว่าพัฒนาการเด็กเกิดขึ้นทีละเรื่องสองเรื่อง  อย่างช้า ๆ และต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอน  ตอนแรกเขาไว้ใจในสิ่งแวดล้อมว่าปลอดภัยมากพอที่เขาจะพัฒนาต่อไป  ลุกยืนแล้วเดินไป   เขาต้องมั่นใจด้วยว่าคุณแม่มีอยู่จริง ๆ เมื่อเดินไปหกเจ็ดก้าวก็หันกลับมาดูอีกครั้งให้มั่นใจ  ขอรอยยิ้มและกำลังใจ  จากนั้นเดินห่างไปอีกเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจที่มอบให้แก่คุณแม่ที่มีอยู่จริง ๆ นั้น
 
เด็กจะเดินห่างจากแม่ไปมากขึ้นทุกวัน  สายสัมพันธ์แม่ลูกแข็งแรงและทอดยาวตามออกไปเรื่อย ๆ เด็กเดินไปไกล  จากบ้านไปโรงเรียน  จากบ้านเกิดไปมหาวิทยาลัย  จากพ่อแม่ไปเป็นผู้ใหญ่คนใหม่  ไปแต่งงานมีลูกของตนเอง  แล้วพาครอบครัวกลับมาหาพ่อแม่  เหล่านี้เพราะความผูกพันที่มีต่อพ่อแม่  เพราะสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงและยืดยาวออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด
 
สายสัมพันธ์นี้เป็นสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็น  อยู่เหนือกาลเวลา  แม้วันที่พ่อแม่ตายจากไป  ลูกก็ยังมีสายสัมพันธ์อยู่กับพ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้วไม่มีวันหมด
 
สายสัมพันธ์นี้เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของเด็ก ๆ   เด็ก ๆ จะทำอะไรดีหรือไม่ดีก็จะคิดถึงพ่อแม่เสมอ  จะหลงทางไปหาอบายมุขหรือสิ่งชั่วร้ายใด ๆ ก็รู้จักคิดถึงพ่อแม่  เหมือนตอนที่เป็นวัยเตาะแตะเดินจากไปสามก้าวแล้วรู้จักหันกลับมาดูว่าแม่ยังอยู่มั้ย  จะเป็นเด็กดีเชื่อฟังคำสั่งสอนพร่ำเตือนของพ่อแม่ก็ด้วยสายสัมพันธ์นี้เช่นกัน  บ้านที่สร้างสายสัมพันธ์นี้แน่นแฟ้นแข็งแรง  เวลาพูดอะไร  สอนอะไร  ห้ามอะไร  เด็กก็เชื่อ  บ้านที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยตนเอง  พูดอะไรก็ไม่เชื่อ  สอนอะไรก็ไม่ฟัง  เด็กโตขึ้นใช้ชีวิตเสี่ยง
 
เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะไว้ใจสิ่งแวดล้อม  พัฒนาต่อไป  เรียนรู้ว่าโลกนี้มีคุณแม่จริง ๆ คุณแม่ไม่สูญหาย  เด็กสร้างความผูกพันหรือสายสัมพันธ์กับคุณแม่ที่มีอยู่จริงนั้น  ความผูกพันแข็งแรง  สายสัมพันธ์แน่นหนา  ทอดยาวยืดออกมากขึ้นทุกวัน  เด็กจะพัฒนาตัวตนของตนเองขึ้นมา  ตัวตนของตนเองคือ self ถึงตอนนี้ไม่ใช่เพียงคุณแม่มีจริง  ตัวเองก็มีจริง ๆ  แล้วเมื่อปลายขวบปีที่สามนี้เอง  ก็ถึงเวลาแยกตัวตนของตนเองออกจากตัวตนของแม่...
 
เด็กที่มีตัวตนก็จะมีตัวตนให้รัก  มีตัวตนให้ดูแล  มีตัวตนไว้เรียนหนังสือ  คบเพื่อน  หาแฟน  แต่งงาน  ปรับตัวกับคู่สมรส  มีลูก  เด็กที่ไม่มีตัวตนให้รักก็คือว่างเปล่า (nihilistic) ไม่มีตัวตนให้ดูแลก็ใช้ชีวิตเสี่ยงไปเรื่อย ๆ ควบคุมตัวเองให้อยู่ในร่องในรอยไม่ได้  เรียนหนังสือไม่ได้  คบเพื่อนยาก  หาแฟนได้ก็ปรับตัวเข้าหาเขาไม่ได้  เพราะตัวเองไม่มีจริงอยู่แล้ว  สืบย้อนไปก็จะพบว่าไม่ใช่แค่ตัวเองไม่มี  ภาพลักษณ์แม่ในใจก็ไม่มี  สายสัมพันธ์ก็ไม่มี  ความผูกพันก็ไม่มี  สืบย้อนกลับไปถึงขวบปีแรกก็จะพบว่าไม่ไว้ใจสิ่งแวดล้อม  ไม่ไว้ใจใครอีกด้วย  เพราะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคุณแม่อยู่จริงนั่นเอง
 
จะเห็นว่า trust, attchment และ self เรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์สามประการถูกสร้างขึ้นเรียบร้อยแล้วในสามขวบปีแรกเท่านั้นเอง  จึงมีคำกล่าวว่ากว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว  ที่ว่าสายเสียแล้วเพราะสามขวบปีแรกเป็นเวลาวิกฤติ (critical period) หมายความว่า  หากไม่ทำก็ผ่านแล้วผ่านเลย  ไม่สามารถแก้ตัวได้อีก  กล่าวคือ ในสามขวบปีแรกหากคุณแม่ไม่อุ้ม  ไม่กอด  ไม่ให้นม  ก็จะได้เด็กที่ไม่มี trust  ไม่มี attachment  และไม่มี self  หลังจากสามขวบปีแรกหากคุณแม่อยากจะกลับตัวกลับใจมาเลี้ยงลูกด้วยตนเองก็หมดสิทธิ์ไม่สามารถทำได้อีก
...
 
อะไร ๆ ที่ต้องทำ  ล้วนต้องทำในสามขวบปีแรกทั้งนั้น  ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ถูกวางรากฐานตั้งแต่สามขวบปีแรกแล้ว
 
ถ้าไม่พร้อมจะเลี้ยงลูก  กรุณาอย่ามีลูก
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณแม่แอนมากๆค่ะ 

#3 By Taag (103.7.57.18|192.168.16.166, 119.160.218.194) on 2012-08-06 14:08

ยินดีมากค่ะ  ยังไงอย่าลืมไปกด like ให้เพจขอแม่แอนและลูกๆได้ที่ www.facebook/drapertrio ด้วยนะคะ

#2 By แม่แอน on 2012-06-19 01:54

ชอบมากเลยค่ะคุณแอน ขอไปลงfacebook ให้เพื่อนๆ ที่เป้นแม่มือใหม่ได้อ่านบ้างนะคะ

#1 By หยิน (103.7.57.18|202.125.84.130) on 2012-06-14 16:47