อยากให้ลูกพูดเก่ง

posted on 12 Mar 2012 23:01 by mother2son
หลาย ๆ ครั้งที่ได้รับคำชมมาว่าลูกของเราพูดเก่ง  ใช้ภาษาพูดได้ดีเกินวัย ทำให้แม่รู้สึกภูมิใจมากค่ะ  ทั้ง ๆ ที่เป็นเด็กสามภาษา (ไทย - อังกฤษ - อีสาน)  แต่กวินกลับสับสนเรื่องภาษาน้อยมากและพูดจาชัดถ้อยชัดคำ
วันนี้แม่เลยอยากเอาเคล็ดลับการสนับสนุนให้ลูกพูดเก่งมาฝากกันค่ะ

1. แม่ต้องช่างบรรยาย - อันนี้เริ่มจากตอนที่ลูกยังเป็นเบบี๋อยู่เลยค่ะ  ช่วงที่ลูกยังเล็ก (ตั้งแต่แรกเกิดเป็นต้นไป)  บ้านเราจะถือคติว่า  ต้องขยันคุยกับลูก  อันนี้สำคัญมาก  ไม่ใช่แค่เพราะเราอยากให้ลูกพูดเก่ง  แต่เพราะลูกเพิ่งออกจากท้องแม่มาลูกโลกใบใหญ่ที่เขาไม่คุ้นเคย  เป็นธรรมดาที่เขาจะกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัย  ก็คงจะมีแต่เสียงของพ่อแม่ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยดีมาตลอดเก้าเดือนนี่ล่ะค่ะที่จะคอยปลอบประโลมให้ลูกได้รู้สึกอุ่นใจและคลายกังวลไปได้  แม่หลาย ๆ คนสงสัยว่าแล้วจะพูดกับลูกอย่างไรในเมื่อลูกยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย  ก็พูดแบบบรรยายเหตุการณ์ให้ลูกฟังสิคะ  "กวินครับ  เดี๋ยวแม่จะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้นะ  เอ้า  นอนรอตรงเบาะนี้ก่อนนะครับ  เดี๋ยวแม่ขอหยิบผ้าอ้อมผืนใหม่แป๊บนึง"  หรือ "โรบิน  เดี๋ยวเราออกไปเดินเล่นกันนะคะ  มา.. แม่พาไปนั่งรถเข็นกัน  วันนี้แม่ปรับเบาะให้สูงนิดหน่อยนะคะ หนูจะได้มองเห็นดอกไม้ข้างทางไง ดีไหมคะ" 
คุณแม่อยากพูดอะไรก็พูดเลยค่ะ พูดกับลูกมาก ๆ บ่อย ๆ แม่บางคนที่เลี้ยงลูกอยู่คนเดียวที่บ้านไม่ยอมพูดจากับลูกเลย เพราะไม่รู้จะพูดอะไร  และไม่คิดว่าลูกจะเข้าใจ แม้ลูกจะไม่เข้าใจถ้อยคำของเรา  แต่ลูกจะเป็นสุขใจที่ได้ยินเสียงแม่และลูกจะสามารถจับความหมายจากโทนเสียงของคุณแม่ได้ ว่าเต็มไปด้วยความรัก  ห่วงใย  ตื่นเต้น  หรือตลกขบขันค่ะ  และลูกก็จะเก็บข้อมูลเหล่านี้เอาไว้เป็นคลังความรู้สะสมสำหรับการเรียนพูดต่อไปในอนาคตด้วยค่ะ
 
2. พูดครบ พูดชัด พูดช้า และพูดซ้ำ - พอลูกโตขึ้นมาหน่อยช่วงหนึ่งขวบ  เขาจะเริ่มเปล่งเสียงจริง ๆ จัง ๆ พยายามที่จะพูดเป็นคำแล้วค่ะ (แต่อาจยังฟังไม่รู้เรื่อง)  ช่วงนี้เป็นเวลาทองที่คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่เพื่อให้เขาพูดได้อย่างถูกต้องค่ะ  ที่บ้านเราไม่พูดภาษาเด็กกับลูกค่ะ "หนูโรสหม๋ำหม่ำหน่มน๊มหมดแย้ว เก่งจังเยยยยย" แบบนี้เราไม่พูดค่ะ เราจะพูดภาษาปกติกับลูก และเราจะพูดให้ชัด  เด็กเล็กเป็นเครื่องเลียนแบบชั้นยอดเลยค่ะ  เขาจะเลียนแบบทุกสิ่งอย่างที่อยู่รอบตัวเขา  ดังนั้นหน้าที่ของเราก็คือสร้างรูปแบบที่ดีให้เขาเลียนแบบ  อย่างประโยคข้างบนเราก็จะพูดแค่ว่า "โรสหม่ำนมหมดแล้ว เก่งจังค่ะ"  อีกประการหนึ่งคือ เราจะพูดให้ครบประโยค  ไม่พูดแค่คำเดียวเพื่อสื่อสาร  เช่น หากลูกชี้ไปที่แก้วน้ำ แทนที่เราจะพูดแค่ "น้ำ" เราจะสอนเขาว่า "โรสอยากดื่มน้ำ" อาจจะฟังเหมือนยาวแต่เวลาเราพูดก็จะเน้นเสียงหนักในพยางค์ที่สำคัญ  โดยพูดช้ากว่าปกตินิดหน่อยเพื่อให้เขาฟังทันในช่วงแรก  (หากลูกเริ่มชินแล้วก็พูดธรรมดาได้ค่ะ)  ข้อสุดท้ายคือ พูดซ้ำ  อันนี้เบสิคมากค่ะ หากเราอยากให้เกิดการเลียนแบบ เราผู้ซึ่งเป็นต้นแบบก็ต้องทำซ้ำบ่อย ๆ จริงไหมคะ


3.  แก้ไขแบบเนียน ๆ - พอลูกโตขึ้นมาหน่อยเริ่มพูดได้เป็นประโยคแล้ว  เราก็ต้องคอยแก้ไขเวลาเขาพูดผิดค่ะ  แต่คนเป็นพ่อแม่ต้องรู้จักศิลปะในการแก้นิดหน่อยนะคะ  เราจะไม่แก้แบบทื่อ ๆ เช่น  หากลูกบอกว่า "แม่ครับ วันนี้วินหิวมาก ขอกินไข่ดาวสามอันเลยได้ไหม"  เราจะไม่ตอบว่า "ไข่ต้องเรียกเป็นฟองนะครับ ไม่ใช่อัน"  แบบนี้ผิดเลยค่ะ  ไม่มีอะไรจะบั่นทอนกำลังใจในการเรียนรู้ของเด็กได้ดีเท่ากับคำตำหนิหรือการแก้แบบซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ได้อีกแล้วค่ะ 
หากเราอยากจจะแก้ไข วิธีที่ควรคือแบบนี้ค่ะ
ลูก - "แม่ครับ วันนี้วินหิวมาก ขอกินไข่ดาวสามอันเลยได้ไหม"
แม่ - "โอ้โห  หิวมากเลยเหรอ  งั้นเดี๋ยวแม่ทำไข่ดาวให้สามฟองเลยนะครับ!"
พยายามทำให้เนียนเข้าไว้ค่ะ  อย่าให้ลูกรู้ว่าเรากำลังช่วยแก้ไขให้เขาอยู่นะคะ
 
4. เล่านิทาน - บ้านเราเล่านิทานให้ลูกฟังทุกวันค่ะ อาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 6 วัน  ปีละไม่ต่ำกว่า 300 คืน  ลูกต้องได้ฟังนิทานก่อนนอน  อาจจะเป็นนิทานหุ่น (แม่ทำตุ๊กตาแล้วเอามานั่งเล่าให้ลูกฟัง) หรือนิทานแบบอ่านจากหนังสือ  หรือนิทานแบบเล่าปากเปล่า (เวลาแม่เหนื่อยมาก ๆ)  แต่ยังไงเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องเล่าค่ะเพราะนิทานไม่ได้แค่ช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษาของลูก  หากแต่ช่วยเติมเต็มจินตนาการของลูกและถือเป็นอาหารที่หล่อเลี้ยงหัวใจและสมองชั้นยอดอีกด้วยค่ะ  คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจเลือกนิทานเรื่องที่ภาษาดี ๆ นะคะ  (นิทานสมัยใหม่บางเล่ม ใช้ภาษาไม่เหมาะกับเด็กเอาเสียเลย)  บ้านเราชอบเทพนิยายต่าง ๆ อย่างนิทานกริมม์ หรือเรื่องที่เราฟังกันจนชิน อย่างหนูน้อยหมวกแดง  ลูกหมูสามตัว ฯลฯ  คุณพ่อคุณแม่เริ่มเล่าให้ลูกฟังได้เลยตั้งแต่ยังเล็กนะคะ  แต่แนะนำนิดหนึ่งว่า สำหรับเด็กที่เล็กมาก ๆ (เล็กกว่าสามขวบ) ควรจะได้ฟังนิทานแบบที่มีภาพประกอบ (นิทานหุ่นหรือนิทานจากหนังสือภาพ) เพราะเขายังสร้างภาพในหัวไม่เก่งนัก  หากฟังนิทานที่เล่าจากปากเปล่า  เขาอาจจะจินตนาการตามไม่ทัน ทำให้เข้าใจได้ไม่ดีเท่าที่ควรนะคะ
 
5. ร้องเพลง - เพลงหรือบทกลอนง่าย ๆ ที่คล้องจอง จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้และจดจำถ้อยคำในแบบที่ง่ายดาย ไพเราะและสวยงามค่ะ นอกจากนี้การร้องเพลงกับลูกนอกจากจะช่วยให้ลูกได้พัฒนาทักษะทางด้านภาษาแล้ว  ลูกยังจะได้รับความสุขอีกด้วยค่ะ  ไม่มีใครร้องเพลงในเวลาทุกข์หรอกค่ะ  เวลาที่เรานึกอยากจะร้องเพลงมักจะเป็นเวลาที่เราสุขใจ  และในทางกลับกันในเวลาที่เราเหงา ๆ บางทีพอได้ร้องเพลงเราก็รู้สึกดีขึ้นมาได้  ดังนั้นลูกที่ได้ฟังพ่อแม่ร้องเพลงบ่อย ๆ ก็จะซึมซับเอาความสุขเหล่านั้นเข้าไปหล่อเลี้ยงหัวใจของเขาด้วยค่ะ 
 
6. งดทีวี - ทีวีถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเด็กเลยค่ะ  ที่ว่าทีวีนี่หมายความรวมไปถึงสื่อชนิดอื่น ๆ ที่เอาไว้ดูภาพเคลื่อนไหว เช่น เครื่องเล่น DVD เครื่องคอมพิวเตอร์ iPad และอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันด้วยนะคะ  อย่างที่รู้กันทั่วไป (อย่าบอกนะคะว่าไม่รู้) ว่าการเสพสื่อเหล่านี้บ่อย ๆ จะมีผลทำให้เด็กเกิดภาวะสมาธิสั้น มีผลต่อการเรียนรู้ และมีแนวโน้มทำให้เป็นออทิสติกได้  พ่อแม่หลายท่านเชื่อว่าเปิดทีวีให้ลูกดูจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ภาษาให้ลูกได้  เป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์เลยค่ะ  อันนี้ไม่ได้พูดเองลอย ๆ นะคะ มีงานวิจัยออกมาเป็นจำนวนมากที่ชี้ว่าทีวีนอกจากจะไม่ช่วยเรื่องภาษาแล้วยังจะไปลดการพัฒนาการด้านภาษาอีกด้วย  เด็กที่ดูทีวีมากจะพูดช้า เพราะทีวีเป็นการสื่อสารทางเดียว นั่นคือ ทีวีพูดให้ลูกเราฟังอย่างเดียว ลูกไม่ได้โต้ตอบอะไรเลย  ซึ่งแตกต่างจากการพูดคุยมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมากมายค่ะ  พ่อแม่หลายท่านก็บ่นมาให้ได้ฟังว่าไม่อยากให้ลูกดูทีวี  แต่ก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ เพราะคนอื่นในบ้านดู  เด็กก็เลยนั่งดูด้วย วิธีแก้ก็ไม่ยากเลยค่ะ  ก็เอาทีวีออกไปเสียสิคะ  ที่บ้านเราลูกไม่ได้ดูทีวีเพราะไม่มีทีวีให้ลูกดูค่ะ  ทีวีของครอบครัวเราตอนนี้นั่งเป็นอนุสาวรีย์อยู่ในห้องเก็บของค่ะ  พอไม่มีทีวีก็ไม่มีใครดูทีวีค่ะ  ง๊ายง่าย  เวลาคุณพ่ออยากดูบอลหรือคุณแม่อยากดูละครสมัยนี้ดูกันทางอินเตอร์เน็ทได้ สบายใจค่ะ  ส่วนบ้านใครที่มีสมาชิกครอบครัวเยอะทั้งปู่ย่าตายาย ญาติผู้ใหญ่ทั้งหลาย  อาจจะยากนิดหน่อยหากจะเอาทีวีออกจากบ้าน  คงต้องพูดคุยทำความเข้าใจกันก่อน และอาจจะต้องอันเชิญทีวีไปประดิษฐานในห้องนอนของญาติผู้ใหญ่เหล่านั้นได้เลยค่ะ  ท่านจะได้ดูทีวีเต็มที่สมใจโดยที่ลูกเราไม่ต้องดูด้วยนะคะ   
 
อันนี้ก็เป็นวิธีที่เราใช้ในครอบครัวของเราค่ะ  ใครสนใจลองเอาไปปรับใช้กับลูก ๆ ที่บ้านได้นะคะ  ได้ผลอย่างไรอย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังด้วยล่ะ ^_^
 

Comment

Comment:

Tweet

#6 By (171.96.170.45|171.96.170.45) on 2015-06-14 23:58

ขอบคุณแม่แอนมากค่ะ

#5 By แม่สาธุคร้าบ (118.175.222.243|192.168.40.248, 118.175.222.243) on 2014-08-01 16:38

เพราะการที่ให้ลูกดูทีวีทำให้ตอนนี้น้องอิคคิวยังพูดไม่เก่งเลยค่ะเสียใจมากที่สุดแต่ตอนนี้ก็พยายามพูดกับเขาให้มากที่สุดมันยังไม่สายไปใช่ไหมคะ

#4 By แม่น้องอิคคิว (182.53.236.161) on 2013-09-05 11:07

ให้ดูบ้างค่ะ เช้ากับเย็น  ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงเด็กหรือการ์ตูนนิทานเด็กอ่ะค่ะ  น้องพูดเก่งค่ะ 1 ขวบ 5 เดือนเต็ม  พูดเป็นประโยค 3 - 4 คำได้หลายประโยคแล้ว.....

#3 By แม่น้องพีพี (103.7.57.18|110.77.196.201) on 2012-10-29 16:00

โดนคนอื่นว่าเราแปลกเหมือนกันค่ะที่เอาทีวีออกจากบ้าน open-mounthed smile

#2 By แม่แอน on 2012-03-19 01:44

ที่บ้านก็ทำแบบนี้เหมือนกันคะ ตอนแรกก็โดนต่อต้านจากคนรอบข้างเหมือนกันเรื่องไม่ให้ดูทีวี แต่ตอนนี้2ขวบแล้วเริ่มปล่อยให้ดูได้ ที่จริงดูพวกdvdนะคะตั้งแต่เริ่มหัดพูดแต่ต้องจำกัดเวลา(พอดีสอนน้องพูด 2ภาษาเลยต้องให้ฟังเสียงจริงบ้าง) น้องพูดเก่ง ชัดมาก ไม่มีภาษาเด็กจากปากเค้าเลย เทียบกับเด็กรุ่นเดียวกันอะตอมไปไกลกว่ามากคะ open-mounthed smile

#1 By แม่เจี๊ยบ (125.25.76.148) on 2012-03-19 00:22